แร่ Rare Earth คืออะไร ทำไมถึงมีความสำคัญขนาดนั้น

แร่ Rare Earth (แรร์เอิร์ธ) เป็นแร่ที่มีคุณสมบัติเหมือนโลหะ คำว่า Rare Earth แปลว่าหายาก การหายากนี้ไม่ได้หมายความว่าจะหายากเหมือนทองคำแต่เป็นกระบวนการที่สกัดเพื่อนำมาใช้งานนั้นยากมาก สารที่สะกัดจากแร่ใช้เป็นส่วนประกอบของการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบตเตอรี่ แผงวงจร ชิปประมวลผล คอมพิวเตอร์ เครื่องบิน จรวด เป็นต้น Rare Earth ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 17 ชนิด ได้แก่ Atomic Number   Symbol             Name                     21 Sc Scandium 39 Y Yttrium 57 La Lanthanum 58 Ce Cerium 59 Pr Praseodymium 60 Nd Neodymium 61 Pm Promethium 62 Sm Samarium 63 Eu Europium 64 Gd Gadolinium 65 Tb Terbium 66 Dy Dysprosium 67 Ho Holmium 68 Er Er

8 สิ่งที่ AI จะมาเปลี่ยนโลกในอนาคต


     AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาให้มีความคล้ายกับสมองของมนุษย์ มีความสามารถในการรับรู้สถานะการณ์ต่างๆได้ มีความสามารถในการเรียนรู้เองได้ สามารถคิด วิเคราะห์และตัดสินใจเองได้ AI ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่เพราะมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1956 มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ AI กำลังได้รับความสนใจก็เพราะ AI มีความฉลาดมากขึ้น บางเรื่องสามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์แล้ว ปัจจุบันงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง AI และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง AI นั้นมีมากเป็นอันดับที่ 1 เทียบกับงานวิจัยในเรื่องอื่นๆ ทำให้สามารถคาดเดาได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะมีผลกับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก


1. รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบ Full Automation

ภาพการตรวจจับวัตถุของรถยนต์ tesla

     รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอาจไม่ใช่สิ่งใหม่ใหม่ เพราะมีการพัฒนามานานแล้ว แต่ความฉลาดของระบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัตินั้นจะฉลาดมากขึ้นไปเรื่องๆ ปัจจุบันการขับเคลื่อนของรถยนต์นั้นยังมีข้อจำกัดอยู่ บางสถานการณ์ยังต้องการใช้คนเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ ในอนาคตคนไม่จำเป็นต้องตัดสินใจอีกเลย เพราะระบบจะสามารถตัดสินใจได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นถนนแบบไหน เพื่อนร่วมทางจะขับแบบไหน มีอะไรตัดหน้ารถหรือไม่ สถานการณ์อื่นๆที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ระบบจะตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และการตัดสินใจนั้นจะดีกว่าการตัดสินใจของคนอีกด้วย
     ในอนคต AI จะมีความฉลาดมากขึ้น เพราะระบบสามารถสามารถเรียนรู้และเรียนรู้สถานะการณ์ต่างๆได้เอง ตัดสินใจได้คล้ายกับสมองมนุษย์ ประกอบกับในอนคตจะมี Hardware ที่มีประสิทธิ์ภาพสูง ทำให้สามารถประมวลผลสิ่งที่ซับซ้อนได้เพียงเสี่ยววินาทีเท่านั้น ซึ่งการทำงานการประมวลผลการขับเคลื่อนต่างๆจะเลียบแบบสมองเรา อาจมีประสิทธิ์ภาพที่เท่ากับการตัดสินใจโดยคนหรือดีกว่า เพราะระบบสามารถรับรุ้และประมวลผลได้ตลอดเวลา

2. AI กับการแพทย์
     วินิจฉัยโรค ในทางวงการแพทย์นั้นเราจะใช้ AI เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของเราให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรค ที่จะสามารถวินิจฉัยได้แม่นยำมากๆ โดยใช้ข้อมูลทั่วๆไปทางกายภาพ ซึ่งผลของการวิเคราะห์นั้นทำให้บางครั้งไม่จำเป็นต้องต้องผ่าตัด เช่น ข้อมูลการทานอาหาร ข้อมูลการเต้นของหัวใจ ข้อมูลผลเลือด ข้อมูลจากสีของผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งการนำข้อมูลเหล่านี้มารวบรวม AI ก็สามารถวิฉิจฉัยโรคได้อย่างละเอียด ซึ่งอาจจะมีความแม่นยำมากกว่าการวิฉิจฉันจากหมอด้วยซ้ำ
     การวิจัยตัวยา ในอนาคตจะมีการนำ AI มาคิดค้นเพื่อวิจัยตัวยาใหม่ๆเพื่อใช้ในการรักษาโรค การวิจัยตัวยานั้นสามารถใช้อัลกอริทึมเพื่อดูข้อมูลคุณสมบัติของตัวยาแต่ละแต่ละชนิด หรือวิเคราะห์ถึงระดับโมเลกุลของสสารปรุงเป็นตัวยาใหม่ๆขึ้นมาเพื่อใช้ในการรักษาโรค ผลจากการนำ AI มาใช้ในการวิจัยตัวยานั้น จะทำให้ได้ยาที่มีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นและลดระยะเวลาในการวิจัยตัวยาลงได้ ปกติแล้วการวิจัยตัวยาใหม่ๆนั้นใช้ระยะเวลานานระดับหลักปี 1-5 ปีแล้วแต่ชนิดและความซับซ้อนของโรค แต่การใช้ AI มาช่วยนั้นอาจทำให้การคิดค้นตัวยาใหม่ๆใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี

ภาพโดย PublicDomainPictures จาก Pixabay

     ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในการนำ AI เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โอกาสที่จะเกิดหัวใจล้มเหลวได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจาก MRI งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากนักวิจัยจาก Medical researchers from Queen Mary University of London ใช้ AI และ Big Data มาทำการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากภาพ MRI โดยปกติแล้ว MRI นั้นจะเป็นการตรวจร่างกายโดยใช้ภาพเสมืองจริงในส่วนต่างๆของร่างกาย ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุฉายเข้าไป โดยอาศัยการสะท้อนกลับของเครื่องและอาศัยคอมพิวเตอร์สร้างเป็นภาพขึ้นมา งานวิจัยนี้มีการนำภาพกว่า 17,200 ภาพวิเคราะห์ว่าภาพจาก MRI ในภาวะที่หัวใจปกตินั้นเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าหาก AI วิเคราะห์ภาพจาก MRI แล้ววิเคราะห์ว่าหัวใจไม่อยู่ในภาวะปกติ ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่หัวใจที่มีโอกาสล้มเหลวได้

3. AI กับการลงทุน
     การนำ AI นั้นสามารถนำมาใช้กับการลงทุนได้โดยเฉพาะการซื้อขายหลักทรัพย์ การซื้อขายหุ้น ปกตินั้นการจะวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจซื้อหุ้นซักหนึ่งตัวนั้นจะต้องอาศัยข้อมูลกราฟย้อนหลัง ข้อมูลทางการเงินต่างๆในการวิเคราะห์ หากหุ้นตัวไหนอยู่ในเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่น่าสนใจ เช่น ราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำแล้ว นักวิเคราะห์ก็จะแนะนำให้เข้าซื้อ แต่ปัจจุบันเราจะใช้ AI เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา ช่วงเวลาการซื้อขายที่ผ่านมา ราคาเปิด-ปิด ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังได้มากกว่าและสามารถวิเคราะห์หุ้นหลายพันตัวในระยะเวลาไม่กี่นาที โดยใช้อัลกอริทึมมาเป็นเงื่อนไงในการซื้อหรือขายหุ้นนั้นๆ ใน AI บางตัวสามารถสร้างอัลกอริทึมโดยสามารถรับส่วนของข้อมูลต่างๆเข้าไปได้ด้วย เช่น ข่าวสาเกี่ยวกับราคาน้ำมัน ทองคำ การเมือง ข่าวต่างๆที่มีผลกระทบที่อาจส่งผลต่อราคา นอกจากนั้น AI ยังสามารถพัฒนาเรียนรู้จากข้อมูลและอัลกอริทึมต่างๆ เพื่อสร้างผลกำไรทำให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจบันเริ่มมีการสร้างระบบ Trading แบบอัตโนมัติโดยไม่ใช่นักวิเคราะห์แล้ว ซึ่งในบางระบบก็สามารถสร้างกำไรให้กับนักลงทุนได้อย่างมหาศาล

4. การตลาดแบบอัจฉริยะ
     การนำ AI มาใช้ในการตลาดจะเป็นการสร้างการตลาดแบบอัจฉริยะโดยนำข้อมูลการเข้าเว็บไซต์ การค้นหาต่างๆ การดูวีดีโอ การกด like การเข้าดูสินค้า ข้อมูลการสมัครสมาชิก เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลแล้วสร้างเป็นการตลาดแบบอัจฉริยะขึ้นมา ทำให้การแสดงผลโฆษณาในแต่ละเครื่องนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป การนำเสนอโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ทำให้การแสดงโฆษณาล้วนเป็นสินค้าที่เรามีโอกาสที่จะซื้อมากที่สุด

Boxx.ai - AI For Ecommerce

     ภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงผู้ใช้งานคนหนึ่งบนเว็บ E-commerce โดยได้คลิกเข้าดูสินค้า กดค้นหา กดซื้อสนค้า ข้อมูลของผู้ใช้งานคนนี้สามารถนำข้อมูลมาและวิเคราะห์ได้ว่า ผู้ใช้งานคนนี้มีความสนใจนาฬิกาเป็นอันดับแรก ดังนั้นควรนำเสนอโฆษณาที่เป็นนาฬิกาให้กับผู้ใช้งานคนนี้ เพราะเป็นสินค้าที่ผู้ใช้งานคนนี้มีโอากาสซื้อสูงที่สุด

5. หุ่นยนต์กับงานบริการ
     ในอนาคตเราจะเห็นหุ่นยนต์ทำงานแทนคนแทบทั้งหมดที่เป็นงานบริการ เช่น พนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟอาหาร พนักงาน call center คนทำความสะอาดบ้าน พนักงานขายตั๋ว คนแนะนำเส้นทาง เป็นต้น ปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในงานบริการบางส่วนแล้วแต่อาจจะยังไม่อัจฉริยะพอที่จะทำงานแทนคนจริงๆได้ ในอนาคตนั้นเราจะได้เห็นการทำงานของหุ่นยนต์เหล่านี้แทนคนได้จริงๆและจะมีประสิทธิ์ภาพดีกว่าคนด้วยซ้ำ ในอนาคตหุ่นยนต์จะสามารถโต้ตอบเราได้เหมือนกับคนจริงๆ สมองกลของหุ่นยนต์จะมีความรู้มากมายสามารถให้ความรู้หรือให้ความช่วยเหลือแก่เราได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากหุ่นยนต์ยิ่งฉลาดขึ้นมากเท่าไหร่ หุ่นยนต์ก็จะถูกนำมาใช้แทนที่คนมากขึ้น

Sophia หุ่นยนต์อัจฉริยะ

    หุ่นยนต์ Sophia (นาทีที่ 2.27) เป็นหุ่นยนต์ที่พัฒนาแกนสมองโดยใช้ AI สามารถสื่อสารและโต้ตอบกับคนได้ และสามารถแสดงอารมณ์ได้ การพูดการสื่อสารของ Sophia นั้นมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากเนื่องจากมีการเคลื่อนไวและแสดงท่าทางต่างๆเข้ากับบริบทของการพูด

6. การเกษตรกับ AI
     เกษตรกรรมในอนาคตจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมดไม่ต้องใช้คนอีกต่อไป โดยการเกษตรในยุคอนาคตนั้นจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ ผสานเข้ากับ AI เพื่อสร้างผลผลิตที่ได้คุณภาพที่ดีที่สุดออกมา
  • การคำนวณก่อนการเพาะปลูก ก่อนการเพาะปลูกนั้นเกษตรกรจะมีที่ดินเพื่อใช้ในการเพาะปลูก อนาคตระบบจะเป็นตัวคำนวณให้โดยดูจาก ที่ตั้งของที่ดินว่าอยู่ในภูมิภาคไหน สภาพของฤดูกาลในที่ดินเพาะปลูกนั้น จำนวนพื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูก โดยระบบจะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และประมวลผล โดยสามารถแนะนำได้ว่าควรจะปลูกพืชหรือผลไม้ชนิดไหนเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงที่สุด 
  • เตรียมการก่อนการเพาะปลูก จะมีการใช้เครื่องมาเก็บข้อมูลเพื่อวัดคุณภาพของดินและใช้การวิเคราะห์ข้อมูล (Big data) ว่าสภาพดินนั้นเหมาะแก่การเพาะปลูกอะไร รวมถึงแนวทางการแก้ไขเพื่อปรับสภาพหน้าดินได้ด้วย
  • ระหว่างการเพาะปลูก ระหว่างการเพาะปลูกจะมีการนำเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ต่างๆมาเข้าช่วยในช่วงเพาะปลูก เช่น มีการนำโดรนสำรวจผลการผลิต สิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น หุ่นยนต์สำหรับกำจัดศัตรูพืช ระบบสำหรับให้น้ำ ปุ๋ย เป็นต้น
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต ในระยะนี้จะมีการนำเครื่องจักรขับเคลื่อนอัตโนมัติเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิต การนำ AI เข้ามาคัดแยกผลผลิต เช่น การแบ่งเกรดของผลไม้
  • การจัดจำหน่าย ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในคุณภาพของสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากในกระบวนการผลิตนั้นเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งทำให้สามารถระบุถึงผลผลิตแต่ละชิ้นได้ด้วย code และเมื่อนำไปจำหน่ายผู้บริโภคก็สามารถทราบถึงแหล่งที่มา วิธีการผลิต ปริมาณสารเคมี ปริมาณสารอาหารต่างๆที่จะได้รับอีกด้วย
ภาพโดย DJI-Agras จาก Pixabay

7. หุ่นยนต์ทำอาหาร
     อนาคตเราจะได้กินอาหารจากหุ่นยนต์แทบทั้งหมดเพราะปัจจุบันนั้นการทำอาหา โดยเฉพาะอาหารบางชนิดใช้เวลานาน และรสชาติก็ไม่คงที่ ดังนั้นการนำหุ่นยนต์เข้ามาอาจแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ในอนาคตนั้นเราจะได้ทานอาหารจากหุ่นยนต์ซึ่งรับรองได้ว่าอร่อยไม่แพ้คนทำ หรืออาจจะอร่อยกว่าด้วยซ้ำ หุ่นยนต์ทำอาหารนั้นจะมีลักษณะเป็นแขนกลสามารถหยิบอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว หุ่นยนต์ทำอาหารจะใช้ระบบ AI ในการทำอาหาร ใช้ Machine Learning ในการเรียนรู้และแยกประเภทของอาหารแต่ละชนิดออกจากกัน เช่น เราต้องการทำเบอร์เกอร์ หุ่นยนต์จะสามารถแยกวัตถุดิบต่างๆได้ว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดคืออะไร สามารถแยกได้ว่านี้คือ ขนมปัง เนื้อ หมู ไก่ ผัก เป็นต้น ในระหว่างการทำอาหารหากจะต้องปรุงอาหาร หุ่นยนต์ก็จะสามารถคำนวณวัตถุที่จะต้องปรุงอาหารได้ว่าจะต้องใช้วัตถุในสัดส่วนไหน เช่น ใส่น้ำมันเท่าไหร่ น้ำตาลเท่าไหร่ ซอสปริมาณใด ทำให้สามารถควบคุมรสชาติของอาหารได้

การทำเบอร์เกอร์โดยใช้หุ่นยนต์

8. ครู AI
     สื่อต่างๆ เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสารต่างๆ เก็บอยู่ในรูปแบบดิจิตอลทั้งหมดแล้ว ซึ่ง AI สามารถนำสื่อเหล่านี้มาสร้างเป็นองค์ความรู้แล้วสามารถนำความรู้เพื่อนำข้อมูลมาสอนหรือเป็นผู้ช่วยครูได้ โดยระหว่างการสอนนั้นสามารถใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ว่าสิ่งที่กำลังสอนนั้นเราเข้าใจหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากสีหน้า ท่าทาง ดูพฤติกรรมว่าเราตั้งใจเรียนหรือไม่ เพื่อจะสามารถปรับวิธีการสอน หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ นอกจากนั้น AI ยังสามารถให้ทำห้องเรียนเป็นแบบ global classrooms ได้คือสามารถเชื่อมต่อห้องเรียนสู่ประเทศต่างๆได้และไม่มีปัญหาเรื่องภาษาอีกต่อไป เพราะ AI จะสามารถแปลภาษาได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจ ซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น ปัญหาเรื่องจบจากมัธยมแล้วจะเรียนอะไรดีจะหมดไป เพราะเราสามารถใช้ big data จากเกรดวิชาที่เรียน คะแนนสอบ กิจกรรมที่ทำ ความสนใจในห้องเรียน มาประมวลผลและแนะนำคณะที่ใกล้เคียงกับความสามารถของเราให้มากที่สุด



ป้ายกำกับ

แสดงเพิ่มเติม

บทความยอดนิยม

Automation testing หรือ การทดสอบซอฟต์แวร์อัตโนมัติ คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อการทดสอบซอฟต์แวร์

วิธีเก็บ วิเคราะห์ รวบรวม requirement อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

Performance Test คือ อะไร วัดประสิทธิภาพของระบบ ล่มไม่ล่ม จะรู้ได้อย่างไร

ถอดรหัสความลับเครื่อง Enigma จุดเริ่มต้นและจุดจบของสงครามโลกครั้งที่ 2