8 สิ่งที่ AI จะมาเปลี่ยนโลกในอนาคต


     AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาให้มีความคล้ายกับสมองของมนุษย์ มีความสามารถในการรับรู้สถานะการณ์ต่างๆได้ มีความสามารถในการเรียนรู้เองได้ สามารถคิด วิเคราะห์และตัดสินใจเองได้ AI ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่เพราะมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1956 มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ AI กำลังได้รับความสนใจก็เพราะ AI มีความฉลาดมากขึ้น บางเรื่องสามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์แล้ว ปัจจุบันงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง AI และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง AI นั้นมีมากเป็นอันดับที่ 1 เทียบกับงานวิจัยในเรื่องอื่นๆ ทำให้สามารถคาดเดาได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะมีผลกับชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก


1. รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบ Full Automation

ภาพการตรวจจับวัตถุของรถยนต์ tesla

     รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอาจไม่ใช่สิ่งใหม่ใหม่ เพราะมีการพัฒนามานานแล้ว แต่ความฉลาดของระบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัตินั้นจะฉลาดมากขึ้นไปเรื่องๆ ปัจจุบันการขับเคลื่อนของรถยนต์นั้นยังมีข้อจำกัดอยู่ บางสถานการณ์ยังต้องการใช้คนเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ ในอนาคตคนไม่จำเป็นต้องตัดสินใจอีกเลย เพราะระบบจะสามารถตัดสินใจได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นถนนแบบไหน เพื่อนร่วมทางจะขับแบบไหน มีอะไรตัดหน้ารถหรือไม่ สถานการณ์อื่นๆที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ระบบจะตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และการตัดสินใจนั้นจะดีกว่าการตัดสินใจของคนอีกด้วย
     ในอนคต AI จะมีความฉลาดมากขึ้น เพราะระบบสามารถสามารถเรียนรู้และเรียนรู้สถานะการณ์ต่างๆได้เอง ตัดสินใจได้คล้ายกับสมองมนุษย์ ประกอบกับในอนคตจะมี Hardware ที่มีประสิทธิ์ภาพสูง ทำให้สามารถประมวลผลสิ่งที่ซับซ้อนได้เพียงเสี่ยววินาทีเท่านั้น ซึ่งการทำงานการประมวลผลการขับเคลื่อนต่างๆจะเลียบแบบสมองเรา อาจมีประสิทธิ์ภาพที่เท่ากับการตัดสินใจโดยคนหรือดีกว่า เพราะระบบสามารถรับรุ้และประมวลผลได้ตลอดเวลา

2. AI กับการแพทย์
     วินิจฉัยโรค ในทางวงการแพทย์นั้นเราจะใช้ AI เข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของเราให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรค ที่จะสามารถวินิจฉัยได้แม่นยำมากๆ โดยใช้ข้อมูลทั่วๆไปทางกายภาพ ซึ่งผลของการวิเคราะห์นั้นทำให้บางครั้งไม่จำเป็นต้องต้องผ่าตัด เช่น ข้อมูลการทานอาหาร ข้อมูลการเต้นของหัวใจ ข้อมูลผลเลือด ข้อมูลจากสีของผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งการนำข้อมูลเหล่านี้มารวบรวม AI ก็สามารถวิฉิจฉัยโรคได้อย่างละเอียด ซึ่งอาจจะมีความแม่นยำมากกว่าการวิฉิจฉันจากหมอด้วยซ้ำ
     การวิจัยตัวยา ในอนาคตจะมีการนำ AI มาคิดค้นเพื่อวิจัยตัวยาใหม่ๆเพื่อใช้ในการรักษาโรค การวิจัยตัวยานั้นสามารถใช้อัลกอริทึมเพื่อดูข้อมูลคุณสมบัติของตัวยาแต่ละแต่ละชนิด หรือวิเคราะห์ถึงระดับโมเลกุลของสสารปรุงเป็นตัวยาใหม่ๆขึ้นมาเพื่อใช้ในการรักษาโรค ผลจากการนำ AI มาใช้ในการวิจัยตัวยานั้น จะทำให้ได้ยาที่มีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นและลดระยะเวลาในการวิจัยตัวยาลงได้ ปกติแล้วการวิจัยตัวยาใหม่ๆนั้นใช้ระยะเวลานานระดับหลักปี 1-5 ปีแล้วแต่ชนิดและความซับซ้อนของโรค แต่การใช้ AI มาช่วยนั้นอาจทำให้การคิดค้นตัวยาใหม่ๆใช้เวลาไม่ถึง 1 ปี

ภาพโดย PublicDomainPictures จาก Pixabay

     ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจในการนำ AI เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โอกาสที่จะเกิดหัวใจล้มเหลวได้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจาก MRI งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากนักวิจัยจาก Medical researchers from Queen Mary University of London ใช้ AI และ Big Data มาทำการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจากภาพ MRI โดยปกติแล้ว MRI นั้นจะเป็นการตรวจร่างกายโดยใช้ภาพเสมืองจริงในส่วนต่างๆของร่างกาย ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุฉายเข้าไป โดยอาศัยการสะท้อนกลับของเครื่องและอาศัยคอมพิวเตอร์สร้างเป็นภาพขึ้นมา งานวิจัยนี้มีการนำภาพกว่า 17,200 ภาพวิเคราะห์ว่าภาพจาก MRI ในภาวะที่หัวใจปกตินั้นเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าหาก AI วิเคราะห์ภาพจาก MRI แล้ววิเคราะห์ว่าหัวใจไม่อยู่ในภาวะปกติ ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่หัวใจที่มีโอกาสล้มเหลวได้

3. AI กับการลงทุน
     การนำ AI นั้นสามารถนำมาใช้กับการลงทุนได้โดยเฉพาะการซื้อขายหลักทรัพย์ การซื้อขายหุ้น ปกตินั้นการจะวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจซื้อหุ้นซักหนึ่งตัวนั้นจะต้องอาศัยข้อมูลกราฟย้อนหลัง ข้อมูลทางการเงินต่างๆในการวิเคราะห์ หากหุ้นตัวไหนอยู่ในเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่น่าสนใจ เช่น ราคาหุ้นอยู่ในระดับต่ำแล้ว นักวิเคราะห์ก็จะแนะนำให้เข้าซื้อ แต่ปัจจุบันเราจะใช้ AI เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา ช่วงเวลาการซื้อขายที่ผ่านมา ราคาเปิด-ปิด ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังได้มากกว่าและสามารถวิเคราะห์หุ้นหลายพันตัวในระยะเวลาไม่กี่นาที โดยใช้อัลกอริทึมมาเป็นเงื่อนไงในการซื้อหรือขายหุ้นนั้นๆ ใน AI บางตัวสามารถสร้างอัลกอริทึมโดยสามารถรับส่วนของข้อมูลต่างๆเข้าไปได้ด้วย เช่น ข่าวสาเกี่ยวกับราคาน้ำมัน ทองคำ การเมือง ข่าวต่างๆที่มีผลกระทบที่อาจส่งผลต่อราคา นอกจากนั้น AI ยังสามารถพัฒนาเรียนรู้จากข้อมูลและอัลกอริทึมต่างๆ เพื่อสร้างผลกำไรทำให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจบันเริ่มมีการสร้างระบบ Trading แบบอัตโนมัติโดยไม่ใช่นักวิเคราะห์แล้ว ซึ่งในบางระบบก็สามารถสร้างกำไรให้กับนักลงทุนได้อย่างมหาศาล

4. การตลาดแบบอัจฉริยะ
     การนำ AI มาใช้ในการตลาดจะเป็นการสร้างการตลาดแบบอัจฉริยะโดยนำข้อมูลการเข้าเว็บไซต์ การค้นหาต่างๆ การดูวีดีโอ การกด like การเข้าดูสินค้า ข้อมูลการสมัครสมาชิก เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลแล้วสร้างเป็นการตลาดแบบอัจฉริยะขึ้นมา ทำให้การแสดงผลโฆษณาในแต่ละเครื่องนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไป การนำเสนอโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ทำให้การแสดงโฆษณาล้วนเป็นสินค้าที่เรามีโอกาสที่จะซื้อมากที่สุด

Boxx.ai - AI For Ecommerce

     ภาพด้านบนแสดงให้เห็นถึงผู้ใช้งานคนหนึ่งบนเว็บ E-commerce โดยได้คลิกเข้าดูสินค้า กดค้นหา กดซื้อสนค้า ข้อมูลของผู้ใช้งานคนนี้สามารถนำข้อมูลมาและวิเคราะห์ได้ว่า ผู้ใช้งานคนนี้มีความสนใจนาฬิกาเป็นอันดับแรก ดังนั้นควรนำเสนอโฆษณาที่เป็นนาฬิกาให้กับผู้ใช้งานคนนี้ เพราะเป็นสินค้าที่ผู้ใช้งานคนนี้มีโอากาสซื้อสูงที่สุด

5. หุ่นยนต์กับงานบริการ
     ในอนาคตเราจะเห็นหุ่นยนต์ทำงานแทนคนแทบทั้งหมดที่เป็นงานบริการ เช่น พนักงานต้อนรับ พนักงานเสิร์ฟอาหาร พนักงาน call center คนทำความสะอาดบ้าน พนักงานขายตั๋ว คนแนะนำเส้นทาง เป็นต้น ปัจจุบันมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในงานบริการบางส่วนแล้วแต่อาจจะยังไม่อัจฉริยะพอที่จะทำงานแทนคนจริงๆได้ ในอนาคตนั้นเราจะได้เห็นการทำงานของหุ่นยนต์เหล่านี้แทนคนได้จริงๆและจะมีประสิทธิ์ภาพดีกว่าคนด้วยซ้ำ ในอนาคตหุ่นยนต์จะสามารถโต้ตอบเราได้เหมือนกับคนจริงๆ สมองกลของหุ่นยนต์จะมีความรู้มากมายสามารถให้ความรู้หรือให้ความช่วยเหลือแก่เราได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากหุ่นยนต์ยิ่งฉลาดขึ้นมากเท่าไหร่ หุ่นยนต์ก็จะถูกนำมาใช้แทนที่คนมากขึ้น

Sophia หุ่นยนต์อัจฉริยะ

    หุ่นยนต์ Sophia (นาทีที่ 2.27) เป็นหุ่นยนต์ที่พัฒนาแกนสมองโดยใช้ AI สามารถสื่อสารและโต้ตอบกับคนได้ และสามารถแสดงอารมณ์ได้ การพูดการสื่อสารของ Sophia นั้นมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากเนื่องจากมีการเคลื่อนไวและแสดงท่าทางต่างๆเข้ากับบริบทของการพูด

6. การเกษตรกับ AI
     เกษตรกรรมในอนาคตจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมดไม่ต้องใช้คนอีกต่อไป โดยการเกษตรในยุคอนาคตนั้นจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ ผสานเข้ากับ AI เพื่อสร้างผลผลิตที่ได้คุณภาพที่ดีที่สุดออกมา
  • การคำนวณก่อนการเพาะปลูก ก่อนการเพาะปลูกนั้นเกษตรกรจะมีที่ดินเพื่อใช้ในการเพาะปลูก อนาคตระบบจะเป็นตัวคำนวณให้โดยดูจาก ที่ตั้งของที่ดินว่าอยู่ในภูมิภาคไหน สภาพของฤดูกาลในที่ดินเพาะปลูกนั้น จำนวนพื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูก โดยระบบจะนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และประมวลผล โดยสามารถแนะนำได้ว่าควรจะปลูกพืชหรือผลไม้ชนิดไหนเพื่อให้ได้ผลกำไรสูงที่สุด 
  • เตรียมการก่อนการเพาะปลูก จะมีการใช้เครื่องมาเก็บข้อมูลเพื่อวัดคุณภาพของดินและใช้การวิเคราะห์ข้อมูล (Big data) ว่าสภาพดินนั้นเหมาะแก่การเพาะปลูกอะไร รวมถึงแนวทางการแก้ไขเพื่อปรับสภาพหน้าดินได้ด้วย
  • ระหว่างการเพาะปลูก ระหว่างการเพาะปลูกจะมีการนำเครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ต่างๆมาเข้าช่วยในช่วงเพาะปลูก เช่น มีการนำโดรนสำรวจผลการผลิต สิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น หุ่นยนต์สำหรับกำจัดศัตรูพืช ระบบสำหรับให้น้ำ ปุ๋ย เป็นต้น
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต ในระยะนี้จะมีการนำเครื่องจักรขับเคลื่อนอัตโนมัติเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิต การนำ AI เข้ามาคัดแยกผลผลิต เช่น การแบ่งเกรดของผลไม้
  • การจัดจำหน่าย ผู้บริโภคสามารถมั่นใจในคุณภาพของสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากในกระบวนการผลิตนั้นเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งทำให้สามารถระบุถึงผลผลิตแต่ละชิ้นได้ด้วย code และเมื่อนำไปจำหน่ายผู้บริโภคก็สามารถทราบถึงแหล่งที่มา วิธีการผลิต ปริมาณสารเคมี ปริมาณสารอาหารต่างๆที่จะได้รับอีกด้วย
ภาพโดย DJI-Agras จาก Pixabay

7. หุ่นยนต์ทำอาหาร
     อนาคตเราจะได้กินอาหารจากหุ่นยนต์แทบทั้งหมดเพราะปัจจุบันนั้นการทำอาหา โดยเฉพาะอาหารบางชนิดใช้เวลานาน และรสชาติก็ไม่คงที่ ดังนั้นการนำหุ่นยนต์เข้ามาอาจแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ในอนาคตนั้นเราจะได้ทานอาหารจากหุ่นยนต์ซึ่งรับรองได้ว่าอร่อยไม่แพ้คนทำ หรืออาจจะอร่อยกว่าด้วยซ้ำ หุ่นยนต์ทำอาหารนั้นจะมีลักษณะเป็นแขนกลสามารถหยิบอุปกรณ์ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว หุ่นยนต์ทำอาหารจะใช้ระบบ AI ในการทำอาหาร ใช้ Machine Learning ในการเรียนรู้และแยกประเภทของอาหารแต่ละชนิดออกจากกัน เช่น เราต้องการทำเบอร์เกอร์ หุ่นยนต์จะสามารถแยกวัตถุดิบต่างๆได้ว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดคืออะไร สามารถแยกได้ว่านี้คือ ขนมปัง เนื้อ หมู ไก่ ผัก เป็นต้น ในระหว่างการทำอาหารหากจะต้องปรุงอาหาร หุ่นยนต์ก็จะสามารถคำนวณวัตถุที่จะต้องปรุงอาหารได้ว่าจะต้องใช้วัตถุในสัดส่วนไหน เช่น ใส่น้ำมันเท่าไหร่ น้ำตาลเท่าไหร่ ซอสปริมาณใด ทำให้สามารถควบคุมรสชาติของอาหารได้

การทำเบอร์เกอร์โดยใช้หุ่นยนต์

8. ครู AI
     สื่อต่างๆ เช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสารต่างๆ เก็บอยู่ในรูปแบบดิจิตอลทั้งหมดแล้ว ซึ่ง AI สามารถนำสื่อเหล่านี้มาสร้างเป็นองค์ความรู้แล้วสามารถนำความรู้เพื่อนำข้อมูลมาสอนหรือเป็นผู้ช่วยครูได้ โดยระหว่างการสอนนั้นสามารถใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ว่าสิ่งที่กำลังสอนนั้นเราเข้าใจหรือไม่ โดยวิเคราะห์จากสีหน้า ท่าทาง ดูพฤติกรรมว่าเราตั้งใจเรียนหรือไม่ เพื่อจะสามารถปรับวิธีการสอน หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ นอกจากนั้น AI ยังสามารถให้ทำห้องเรียนเป็นแบบ global classrooms ได้คือสามารถเชื่อมต่อห้องเรียนสู่ประเทศต่างๆได้และไม่มีปัญหาเรื่องภาษาอีกต่อไป เพราะ AI จะสามารถแปลภาษาได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจ ซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น ปัญหาเรื่องจบจากมัธยมแล้วจะเรียนอะไรดีจะหมดไป เพราะเราสามารถใช้ big data จากเกรดวิชาที่เรียน คะแนนสอบ กิจกรรมที่ทำ ความสนใจในห้องเรียน มาประมวลผลและแนะนำคณะที่ใกล้เคียงกับความสามารถของเราให้มากที่สุด



ป้ายกำกับ

แสดงเพิ่มเติม

บทความยอดนิยม

Automation testing หรือ การทดสอบซอฟต์แวร์อัตโนมัติ คืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อการทดสอบซอฟต์แวร์

วิธีเก็บ วิเคราะห์ รวบรวม requirement อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

Performance Test คือ อะไร วัดประสิทธิภาพของระบบ ล่มไม่ล่ม จะรู้ได้อย่างไร

ถอดรหัสความลับเครื่อง Enigma จุดเริ่มต้นและจุดจบของสงครามโลกครั้งที่ 2

วิเคราะห์เทรน แนวโน้มของเทคโนโลยีด้วย Gartner Hype Cycle

Data Privacy คืออะไร ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นสำคัญขนาดไหน

Formal verification การหาข้อผิดพลาด การทดสอบ การทวนสอบ ขั้นสูง

ม.ปลายอยากเข้าสายคอม วิทยาการคอม วิศวกรรมคอม เตรียมตัวอย่างไร ต้องมีพื้นฐานอะไรบ้าง

Software Development Life Cycle (SDLC) คืออะไร ทำไมจำเป็นต่อการพัฒนาซอฟต์แวร์